FOOD TALK GLOBAL NEWS SCI KNOWLEDGE

E-COMMERCE ECOSYSTEM : เมื่อ Demandการซื้อของออนไลน์เติบโตอย่างฉุดไม่อยู่ e-Commerce รายใหญ่ 📊🎊🛒📩📦 (Shopee & Lazada)

By

E-COMMERCE ECOSYSTEM: เมื่อ #Demandการซื้อของออนไลน์เติบโตอย่างฉุดไม่อยู่ e-Commerce รายใหญ่ 📊🎊🛒📩📦 (#Shopee & #Lazada) เร่งปรับตัวตอบรับความต้องการส่วนนี้ ชู WAREHOUSE MANAGEMENT SYSTEM (WMS) ร่วมกับการพัฒนาระบบ Ecosystem ครบวงจร Pick & Pack ชูความพร้อมด้าน 🖇 Logistics 📎เตรียมรับช่วงพีค e-Commerce รวมไปถึงการนำร่องพร้อมประสบการณ์ Shopping #แบบไร้รอยต่อ 📲 (Omni Channel: Online-to-Offline) 📲

ในโลกยุค Data-Driven ที่ธุรกิจ e-Marketplace หรือ Online Shopping Mall ถูกขับเคลื่อนด้วย 💻 “#การใช้งานข้อมูล” 💻 เพื่อใช้ในการวางแผนการขาย และปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค และเทรนด์ที่เกิดขึ้น

บวกกับการที่สถานการณ์โควิด-19 เร่งธุรกิจ e-Commerce ให้โตไว จนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้คนในปัจจุบัน หันเข้าสู่ประสบการณ์การ Shopping ออนไลน์ จน e-Commerce ต้องเร่งปรับตัวตอบรับใน Demand ส่วนนี้ ของผู้บริโภค

กลยุทธ์ในการปรับตัว ของ e-Commerce รายใหญ่ในยุคนี้ อย่าง Shopee และ Lazada จึงถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและท้าทายอย่างมากกกกกกก!

ตาม #Amyinfood มาดูความเคลื่อนไหวของ e-Commerce 2 รายใหญ่ ที่ปรับตัวต้อนรับ Demand และการเติบโตส่วนนี้กันเลยค่ะ 🚶🏼‍♀️💛😛

🔎🎉 การปรับตัวและพัฒนาของระบบ e-Commerce ในไทยต่อเทรนด์การเติบโตในยุครุ่งเรืองของ e-Commerce โลก 🎉🔎

 


 

Shopee X Lazada

ขอบคุณรูปภาพจาก :  marketingoops

‼️[SHOPEE]‼️📩🛒

Shopee มองว่าธุรกิจ e-Commerce ซึ่งอยู่ในช่วงการเติบโตสูง จะส่งผลให้ผู้บริโภคต้องการการจัดส่งที่รวดเร็วยิ่งขึ้นและมีความปลอดภัยเมื่อซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

ระบบ e-Commerce ที่ดี ที่จะสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์ที่ดีให้ผู้ใช้งานได้ จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบโดยเน้นที่ความรวดเร็วในการจัดส่ง ความถูกต้องสินค้าและความปลอดภัยในกระบวนการตั้งแต่การจัดเก็บ บรรจุจนถึงการจัดส่ง เป็นสำคัญ

Shoipee จึงปรับตัวต่อ Demand ที่เล่าไปโดยเล็งที่ #ระบบโลจิสติกส์ (Logistics) เตรียมความพร้อมสนับสนุนแบรนด์ธุรกิจและผู้ขาย (Seller) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี

นอกเหนือจากในมุมมองของตัวบริษัทตัวแพลตฟอร์มเอง การพัฒนาในส่วนนี้ยังช่วยให้แบรนด์ธุรกิจและผู้ขาย (Seller) สามารถสมัครใช้บริการ ecosystem ที่เป็นบริการทางด้านโลจิสติกส์ที่ครบกระบวนการตั้งแต่การเช่าพื้นที่จัดเก็บสินค้า การบรรจุสินค้า (Packing) และระบบกระจายสินค้าไปถึงมือผู้บริโภค

ผู้ขาย ก็จะ
-> สามารถสร้างแรงจูงใจลูกค้าได้มากขึ้น
-> ช่วยเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น
-> สร้างการเติบโตของธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

Solutions ของ Shopee จึงไปอยู่ที่การพัฒนา #คลังสินค้า (Warehouse) โดยในประเทศไทยถือเป็นคลังสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

⚜️🏳️‍🌈พร้อมด้วย “ระบบ Warehouse Management System (WMS)” 🏳️‍🌈⚜️
ที่สร้างขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลและจำนำข้อมูลพวกนั้นมาให้คำแนะนำกับทีมงานและพัฒนาระบบการเลือกและจัดส่งสินค้าได้ถูกต้องแม่นยำและรวดเร็วขึ้น

โดยระบบ WMS จะทำงานภายใต้ไอเดียของ “Data-Driven” ที่จะใช้ข้อมูลเพื่อ #คาดคะเนความต้องการของผู้ซื้อล่วงหน้า ก่อนที่จะถึงช่วงที่ความต้องการจะเพิ่มสูงขึ้น

ตรงนี้แบรนด์และตัวผู้ขายก็จะได้รับผลดี ในการจัดสรรสินค้าในคลังสินค้าและส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วเข้าถึงลูกค้าได้อย่างทั่วถึง พร้อมประสานงานกับระบบขนส่งอย่าง ‘Shopee Xpress’ เพื่อเพิ่มศักยภาพและสร้างความยืดหยุ่นในการมอบบริการการจัดส่งสินค้าได้อย่างเต็มที่

ช่วงที่มียอดการสั่งซื้อล้นมือ แบรนด์ธุรกิจและผู้ขายสามารถจัดส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจ ภายใต้โมเดล ecosystem ที่ครบวงจรใหม่นี้ของ Shopee ที่จะนำร่องไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

โดยเฉพาะ 5 #หมวดหมู่สินค้าที่มีการใช้บริการคลังสินค้ามากที่สุด (ซึ่งก็มองได้อีกแง่ คือสินค้าขายดีหรือมีดีมานส์มากนั่นเองนะคะ)
-> หมวดหมู่สินค้าแม่และเด็ก (Mom&Kids)
-> หมวดหมู่ความงามและของใช้ส่วนตัว (Beauty&Personal)
-> หมวดหมู่เครื่องใช้ในบ้านและตกแต่งบ้าน (Home&Living)
-> หมวดหมู่อาหารและเครื่องดื่ม (Food&Beverage)
-> หมวดหมู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Health&Wellness)

ขอบคุณรูปภาพจาก : positioningmag

‼️[LAZADA]‼️🛒

มาดูที่ ธุรกิจ e-Commerce รายใหญ่อีกรายบ้าง การพัฒนาของ “Lazada” นับตั้งแต่ Alibaba ซื้อกิจการในปี 2016 ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยใช้กลยุทธ์ Shopping + Entertainment เพื่อให้การซื้อขายมีความสนุก ไม่ใช่เพียงแค่การช้อปปิ้งแล้วจบ

Lazada ออกแบบกิจกรรมบนแพลตฟอร์มภายใต้ไอเดียการสร้างความสนุกในการช้อปปิ้ง เช่น Live Stream, เกม ต่างๆ สิ่งนี้เล็งว่าสามารถการขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ และรักษากลุ่มเก่า ไว้ได้ดี

จนถึงวันนี้ “Lazada” เปลี่ยนกลยุทธ์โดยมุ่งเป็น “New Retail” ที่ใช้ “Technology” และ “Data” เป็นตัวเล็งหลักในการผสมประสบการณ์การช้อปปิ้งทั้งแบบ Online & Offline เชื่อมเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ หรือที่เรียกว่า “Omni Channel”

เพราะพฤติกรรมการช้อปปิ้งของผู้บริโภคทุกวันนี้ ไม่ได้มองว่าจะเป็นรีเทล Offline หรือ Online หากแต่มองในเรื่องของการตอบสนองความสะดวกสบาย ความครบวงจร และ #รู้ใจผู้บริโภค จากการใช้งานระบบ Data-Driven เป็นฐานในการดำเนินงาน

โดยไอเดียหลักของ “Omni Channel” ก็คือ การที่เส้นแบ่งระหว่างการค้าแบบ Offline กับ Online จะหายไป และมุ่งตอบสนองความต้องการผู้บริโภคแบบ Personalization

ที่ Michael Evans ประธานของ Alibaba ได้อธิบายไว้ว่าจุดตัดของ “Consumer Value Proposition” กับ “Merchant Value Proposition” คือ การที่ Offline และ Online เชื่อมโยงผสานกัน

ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้ามองใน

-> มุมมองของผู้บริโภค: ต้องการการช้อปปิ้งที่ง่าย และ #ร้านค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการได้แบบเฉพาะบุคคล

-> มุมมองของร้านค้า หรือแบรนด์: เมื่อทุกอย่างเชื่อมโยงกัน และเห็น “Data” จะทำให้ธุรกิจทำงานได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งตัวอย่างของโมเดล “New Retail” ของ Alibaba นี้ก็ คือโมเดล ซูเปอร์มาร์เก็ต “Freshippo” หรือในจีนรู้จักกันในชื่อ “Hema” ใช้เทคโนโลยี และ Data ผสานการซื้อขาย Offline และ Online เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ที่ #Amyinfood เคยพาไปเยี่ยมชมแล้ว ในคลิป EP. นี้นั่นเองนะคะ https://www.youtube.com/watch?v=DYQFKOLjTyw , https://bit.ly/3civ5Kd

Lazada เอาไอเดียเดียวกันนี้ เปิด “Lazada On Ground” ทดลองโมเดล New Retail เพื่อให้ร้านค้า – แบรนด์ และคนไทยคุ้นเคยกับการซื้อขายแบบ Seamless

🏳️‍🌈⚜️ เปิด Pop-up Store “Lazada On Ground” ในศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ ⚜️🏳️‍🌈

โดยเบื้องต้นเปิดให้บริการ 5 เดือนก่อน (ถึงเดือนมกราคม 2564) เพื่อดูการตอบรับของผู้บริโภคใน Phase แรกก่อน Lazada ตั้งเป้าว่าจะมี Traffic เข้ามาเดินใน Pop-up Store นี้ไม่ต่ำว่า 500 – 1,000 คนต่อวัน

และในร้าน Pop-up Store นี้ ก็แพลนนำแบรนด์ใน “LazMall” มาจัด Showcase เนื่องจากเป็นจังหวะที่ Lazada ต้องการเร่งสร้างการรับรู้ใน LazMall ให้กับทั้งผู้บริโภคไทยให้มากขึ้น เพื่อสร้าง Experience ระหว่างแพลตฟอร์ม LazMall กับผู้บริโภค

สินค้าที่นำมาโชว์ใน Pop-up Store การจ่ายเงินทั้งหมด Transaction จะเกิดขึ้นบนออนไลน์เท่านั้น โดยแต่ละโปรดักต์จะมี QR Code ติดไว้ หากผู้บริโภคสนใจ Item ใด ให้สแกน QR Code ที่หน้าร้านออฟไลน์ได้เลย

จากนั้นระบบจะเชื่อมโยงไปสู่หน้าร้านออนไลน์ของแบรนด์นั้นๆ เมื่อออเดอร์แล้ว สินค้าจะจัดส่งให้ตามปลายทางที่ระบุไว้

และ Lazada เล็งในช่วงเวลา 4 เดือนหลังของ Phase แรกในการเปิด Pop-up Store จะเป็นการวางโปรดักต์ของร้านค้าที่ขายอยู่ใน Social Media แต่ยังไม่มีหน้าร้าน เพื่อให้ผู้บริโภคได้มาทดลอง สัมผัสสินค้า (สินค้าหลักจะเป็นพวก กลุ่มแฟชั่น, กลุ่มสินค้าสุขภาพ และความงาม, สินค้า Gadget และ Electronics)

เป็นการออกแบบ Touchpoints ใน Customer Journey ของการซื้อได้อย่างครบวงจร จบในที่เดียวเลยนะคะ ซึ่งอธิบายง่ายๆก็คือเมื่อผู้บริโภคเดินเข้ามาที่สโตร์แล้ว ถ้าเจอสินค้าไหนถูกใจ ก็จะ สามารถทดลองสินค้านั้นๆ ได้ และเมื่อตัดสินใจซื้อแล้ว ผู้บริโภคก็จะเลือกได้ว่าจะถือกลับไปเอง หรือให้ Lazada จัดส่งให้

ความเก๋ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ภายใน Pop-up Store ก็ยังแบ่งสรรพื้นที่ส่วนหนึ่ง สำหรับเป็นห้อง Live Stream นำกลยุทธ์ Shopping + Entertainment มาดำเนินต่อ เพื่อทำให้คน “ใช้เวลา” อยู่บนแพลตฟอร์ม Lazada ได้นานขึ้น และทำให้มี Engagement มากขึ้น จึงต้องเติมความสนุกเข้าไป ไม่ใช่แค่การซื้อขายแล้วจบ

ด้วยความที่คนไทย มีพฤติกรรมติดตาม Lazada ศิลปินคนดัง และเป็นฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น นำไปสู่การซื้อสินค้าตามเหล่าคนดังนี้ได้มากมาย

แทนที่จะจัดขึ้นสตูดิโอภายในบริษัทฯ เพื่อทำ Live Stream ลาซด้าจึงเพิ่มโอกาสให้คอนเทนต์ LazLive มีคนเห็นมากขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะบนแพลตฟอร์ม Lazada เท่านั้น แต่ยกสตูดิโอมาจัดนอกสถานที่ ในโลเกชันที่ Traffic สูง ณ Pop-up Store นี้เลย

ก็จะเป็นอีกหนึ่ง Touch Point สำคัญในการสร้างแบรนด์ดิ้ง และเชื่องโยงประสบการณ์ O2O ของ Lazada กระตุ้นให้เกิดการซื้อและยอดขายตามมามากมายแน่นอน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก:
marketingoops.com
brandbuffet.in.th
techsauce.co

You may also like