FOOD TALK

EXCLUSIVE INTERVIEW : มุมมองวิสัยทัศน์จาก คุณ วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา (Visit Limlurcha)

By

EXCLUSIVE INTERVIEW: #มุมมองวิสัยทัศน์จาก คุณ วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา (Visit Limlurcha) #นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ในหัวข้อ Impacts of Covid-19 towards “Global Food Industry”

มุมมองต่อ วิกฤต Covid-19 #เมื่อโลกอุตสาหกรรมอาหารจะไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป

“ในเวลายากลำบาก ผู้คนก็จะให้ความสำคัญที่สุดกับเรื่อง ‘ความเพียงพอของอาหาร’ (Food Security) ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการดำรงชีวิตอยู่ได้”

  1. มุมมองความคิดที่มีต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19ต่ออุตสาหกรรมอาหารโลก

ทุกประเทศในโลกนี้มองว่าอาหารเป็น Essential Goods มีความสำคัญมากๆในทุกสภาวะ ทุกประเทศก็ขาดอาหารไม่ได้ มองในหลายมุมทความต้องการอาหารในโลกเนี่ย โดยรวมมันถูกยกระดับขึ้น มี Demand เพิ่มขึ้น แต่มันเพิ่มขึ้นเพราะการเอาไปกักตุน ในแง่มุมแบบนี้ มีผลดีกับอุตสาหกรรมไหม?ถือว่าไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะว่า การกักตุนกับการบริโภคเพิ่มขึ้นนี่มันคนละส่วนกัน การกักตุนในภาวะที่ทุกคนต้องการกักตุนเหมือนกัน มันก็จะทำให้อาหารเนี่ย ดูเหมือนจะมีความต้องการมากขึ้น แต่มันก็จะเฉพาะกลุ่มในบางสินค้าเท่านั้น อาหารมันมีหลากหลายมาก มันมีการ shift mode ของมันอยู่ เช่น อาหารที่เราส่งไปเข้าพวกโรงแรม พวกภัตตาคารก็จะ Drop ลงหมดเลย พวกนี้ก็จะถูกปิด ในทางกลับกัน อาหารที่จะเติบโตจะเป็นส่วนของอาหารที่ขายใน Supermarket ในส่วนของผลกระทบ เรียกได้ว่า ทุกประเทศนั้นได้รับผลกระทบ หากแต่ประเทศที่ยากจนมากๆเนี่ย จะแบ่งออกเป็น (1.) ประเทศที่มีกลุ่มติดเชื้อเยอะๆ  (2.) ประเทศมีเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมงเลย จะถือว่าแย่มากๆ ตรงที่ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หาก 24 ชั่วโมง ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจได้ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารก็ไม่สามารถดำเนินได้เช่นกัน แต่เท่าที่ดูยังไม่มีประเทศไหนที่ปิดเรื่องอาหาร อย่างน้อยที่สุด ถึงแม้ไม่ได้ผลิตอาหารเอง แต่เค้ายังอนุญาตให้มีการเปิด Supermarket เปิดร้านขายอาหารได้ ยังไงอาหารก็ยังเป็นส่วนที่ยังคงอยู่รอดต่อไป

  1. มุมมองความคิดที่มีต่อสถานการ์ณการแพร่ระบาดของโควิด-19ต่ออุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทย

เรามองว่าเราเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก ถึงแม้มูลค่าจะไปเทียบกับประเทศยักษ์ใหญ่เช่น สหรัฐไม่ได้ แต่ประเทศไทยเราเนี่ย อยู่อันดับผู้ผลิตที่มีความสามารถในการส่งออกอาหารเป็นอันดับที่ 12 ของโลก นั่นเพราะว่า นอกจากเราจะมีอาหารเพียงพอบริโภคในประเทศแล้วเนี่ย เรายังมีกำลังการผลิตอาหารที่เพียงพอไปเลี้ยงโลกอีกด้วย พูดคร่าวๆมูลค่าในแต่ละปี เราผลิต 2ล้านๆบาท แต่ส่งออกถึง 1 ล้านๆบาทเลยทีเดียว เป็นครึ่งหนึ่งที่เราใช้ในประเทศเลยนะครับ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เนี่ยทำให้เราเห็นชัดเลย ว่าเรื่องของ “ความมั่นคงทางอาหาร”หรือว่า Food Security ในประเทศไทยเนี่ย ค่อนข้างดีเลยทีเดียว เราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ เราจะแตกต่างจากหลายๆประเทศที่ต้องนำเข้าอาหารจำนวนมากๆ บางประเทศนำเข้ามากถึง 80-90% เลย โดยเฉพาะเมืองที่ภูมิอากาศไม่เหมาะสมกับการทำการเกษตร พวกนั้นเค้าจะเดือดร้อนกว่าเราเยอะ จะเห็นได้ว่ามีบางประเทศถึงกับต้องไปปล้น อะไรทำนองนี้เกี่ยวกับอาหาร แต่เราไม่มีแน่นอน เรียกได้ว่าในมุมมองอุตสาหกรรมอาหาร ประเทศไทยถือว่าสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองได้เป็นอย่างดีเลยครับ สำหรับเรา สิ่งที่รุนแรงที่สุด  คือ “การสื่อสาร” เราสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจผิดถึงขั้นเกิดการแห่กันออกไปซื้อของ กักตุนสินค้าอาหาร ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่จำเป็น เรามีอาหารเพียงพอ

หากแต่ในส่วน “ประเด็นความสะอาด” จะมีผลต่ออุตสาหกรรมอาหารในอนาคต มาตรฐานความปลอดภัยในอาหาร เรียกได้ว่า ตามปกติมาตรฐานความสะอาดนั้นเพิ่มขึ้นทุกๆปี โดยเฉพาะอาหารผ่านการปรุงสุก ผ่านความร้อน 100-120 องศากันเป็นส่วนมาก ปลอดภัยอยู่แล้ว ไวรัสพวกนี้เจอ 40-50 องศาก็ตายแล้ว หากแต่ส่วนที่ทุกคนตระหนักว่าจะปนเปื้อนจากระบบการขนส่งหรือระหว่าง Logistic system จะมีการปนเปื้อนระหว่างต้นน้ำปลายน้ำ ส่วนนี้ไม่ต้องกังวลเนื่องจากระยะเวลาขนส่งโดยประมาณข้ามประเทศ 20 วัน เชื้อไวรัสตายหมดแล้ว ในวงการการส่งออกจะเข้าใจในเรื่องนี้กันดี และมีการดูแลความสะอาดที่ปลายทางอย่างชัดเจนก่อนการบริโภคและส่งต่อไปสู่ผู้บริโภค รวมถึงตัวผู้บริโภคเอง ก็มีความตระหนักในการทำความสะอาดแพ้กเกจจิ้งก่อนการบริโภคอย่างทั่วถึงอยู่แล้ว โดยเฉพาะ สิ่งที่ใกล้ตัวผู้บริโภคอย่าง Food Delivery ผมขอตอบว่า ไม่ต้องกังวลและไม่น่าจะเกิดปัญหาเลยครับ อาหารปรุงสุกและผ่านความร้อนหมด ไม่ว่าจะมาจากต้นน้ำที่ไหนก็ตาม เมื่อผ่านการปรุงสุก ก็จะไม่มีอะไรต้องกังวล แล้วมาตรการณ์เราก็มีการเพิ่มในส่วนนี้เพื่อควบคุมความปลอดภัยของบุคคลปรุงอาหาร เช่น ถุงมือปรุงอาหาร, หน้ากากอนามัยทั้งพ่อครัวและคนส่งอาหาร, การวัดอูณหภูมิร่างกาย, การล้างแอลกอออล์มือ ก็เป็นมาตรการควบคุมที่ครอบคลุมมากแล้วทีเดียว ดังนั้น สิ่งที่ต้องกังวลมากที่สุด ก็คือ Cold Food และอาหารดิบ หรือพวกผัดสด รวมถึวัตถุดิบอาหารสดต่างๆเนี่ย จะถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าอาหารที่ผ่านความร้อนแล้วแน่นอน คนอาจจะเว้นการรับประทานจากสิ่งเหล่านี้ แต่หนทางอยู่รอดของอาหารกลุ่มนี้ก็คือ ในกลุ่มของพวกวัตถุดิบอาหารสด ที่ผู้บริโภคจะซื้อกลับมาล้างทำความสะอาดและปรุงเองมากกว่า ทางรอดจึงเป็นไปในแนวทางของ Supermarket ซะมากกว่า ก

  1. ผลกระทบที่มีต่อธุรกิจอาหารของท่าน ณ ปัจจุบัน และหนทางการปรับตัว

ผลกระทบที่หนักสุดสำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหาร ผมเน้นภาพรวมคือเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่าเงินบาทแข็งค่ามากๆในช่วงสองสามปีนี้ อันนั้นทำให้ทั้งอุตสาหกรรมอาหารเนี่ย เรียกได้ว่าเกือบจะล้มเลย เพราะว่าอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยพึ่งพาส่งออกเป็นหลัก เหมือนกับว่าต้นทุนเท่าเดิม แต่ขายออกไปแล้ว ได้เงินน้อยลง ต้องขายถูกกว่าเดิมถึง 17% สินค้าไหนที่กำไรไม่ถึง 17% ก็จะขาดทุนมาโดยตลอด ส่วนพอมาเจอกับปัญหาโควิด มันไม่ใช่สาเหตุหลักที่เรากังวลเลย เพราะไทยเราสามารถผลิตและขายได้ เพียงแต่ ต้อง Shift Mode อย่างที่บอก คือ เราเคยผลิตพวกที่เป็นอาหารไปส่งโรงแรมภัตตาคาร ก็ต้องปรับตัวเปลี่ยนมาส่ง Consumers โดยตรงแทน หนทางการปรับตัวกล่าวคือ เน้นไปในทางอาหารยังชีพ อาหารเพื่อบริโภคมื้ออาหารอย่างแท้จริง ปรับเรื่องความสะอาด และเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงได้มากขึ้น กล่าวคือ ถ้าอยากให้ยอดขายยังคงตัวหรือไม่ลดลงไปมาก ต้องเพิ่มความเป็น B2C และลดความเป็น B2B ลง แต่ในเรื่อง Logistic การขนส่งระหว่างจังหวัด ที่มีมาตรการณ์ต่างๆออกมาป้องกัน จะทำให้การขนส่งอาหารล่าช้า เนื่องจากการกักตัว 14 วัน ทำให้สินค้าอาหารเกิดความขาดแคลนขึ้น ทั้งนี้ไม่ใช่ความขาดแคลนในเรื่องการผลิตไม่เพียงพอ เราผลิตได้ แต่เรากระจายไม่ได้ ส่วนนี้ได้มีมาตรการณ์ส่งหนังสือไปแก้ไขแล้ว อันนี้คือในประเทศไทย ส่วนในเรื่องของ การค้าระหว่างประเทศ นำเข้า-ส่งออกเนี่ย ผลกระทบหลักๆจะอยู่ที่ Logistic เลย แต่ละประเทศจะมีมาตรการณ์เช่นกัน โดยเฉพาะทางเรือ ที่เกี่ยวข้องกับนำเข้าส่งออก ท่าเรือต่างๆในโลกไม่ปิด มีแค่อินเดีย เพราะเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง ไม่มีเจ้าหน้าที่มาทำงาน  ส่วนประเทศอื่นๆที่เปิดท่าเรืออยู่ ก็มีเจ้าหน้าที่มาทำงานไม่เพียงพอ เนื่องจากการลดจำนวนคน และจำนวนคนที่หายไปเนื่องจากการกักตัว เกิดการรอ เกิดการติดขัดของการขนส่งและล่าช้า ในส่วนมาตรการณ์ของสภาอุตสาหกรรมในการป้องกันและฟื้นฟูผลกระทบของโรคระบาดโควิด เนี่ย เรามีการคาดการณ์ว่าอย่างน้อย โควิดจะอยู่กับเราไป 18 เดือนเป็นอย่างต่ำ นั่นหมายความว่า อย่างน้อย 18 เดือนจะมีวัคซีนออกมา และสามารถแจกจ่ายไปทั่วโลกได้ ดังนั้นในระหว่าง 18 เดือนนี้ เราต้องควบคุมความปลอดภัยของโรคไปพร้อมๆกับการพยุงความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม เราต้องมีมาตรการณ์รองรับการกลับมาเปิดบริการอีกครั้งของธุรกิจเอกชนแจ้งให้แก่รัฐ เปิดธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ โดยเมื่อเปิดแล้ว ก็จะมีการควบคุมความสะอาดและ Social Distancing อย่างครอบคลุม โดยใช้เทคโนโลยี, ดิจิตอลและ Application เข้าช่วย เรียกว่าเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ ที่เรียกได้ว่า New Normal ที่เกิดขึ้นเพื่อมารองรับในจุดนี้

  1. สิ่งที่ได้เรียนรู้ผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

เรื่องของ อะไรในโลกนี้ไม่มีความยั่งยืน อะไรจะเกิดขึ้นได้เสมอ ที่ผ่านมาโลกเรามีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและทุกคนต่างหยิ่งผยองมากเกินไปหน่อย เช่นเรื่อง Food Security ตั้งกำแพงภาษีสูงๆ เพื่อยกระดับสินค้าของประเทศตัวเอง ป้องกันสินค้าจากต่างประเทศ สนับสนุนและแข่งขันกัน ใช้ประโยชน์จาก Globalisation เพื่อประเทศของตัวเองกันมากขึ้น แต่พอเกิดเหตุการณ์โควิดนี้ ทุกอย่างลดหมด ทุกประเทศ ทุกคนพึ่งพาตนเองกันมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ลดการพึ่งพาประเทศอื่น เพราะสุดท้ายแล้วทุกๆคนต่างก็พึ่งพาและต้องมีชีวิตรอดได้ด้วยปัจจัยสี่ กล่าวได้ว่า De-globalisation กำลังจะเกิดและทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีกในอนาคตอันใกล้แน่นอน

  1. โลกของอุตสาหกรรมอาหาร ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 จะเป็นอย่างไร? อะไรบ้างที่จะถูก Disrupt? รวมไปถึงทิศทางการปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในแวดวงการอาหารนี้

ภาพที่เราเห็นที่มันเกิดขึ้นในตอนนี้ ผมมองว่ามันเป็นการ Disrupt ชั่วคราว ถ้าในเรื่องของการแพร่ระบาดนั้นยังไม่ดีขึ้น เราก็ไม่สามารถไปทานอาหารในภัตตาคารได้อย่างสะดวก ถึงแม้ว่าหลังจากนี้ แม้วัคซีนระงับโรคจะยังไม่สำเร็จดีในส่วนของการคิดค้นขึ้น แต่หากภัตตาคารหรือโรงแรมจะต้องถูกเปิดขึ้นมาใหม่ ในส่วนของเรื่อง Social Distancing ก็จะถูกเอามาใช้ นั่นแปลว่า มันเกิด New Normal หรือพฤติกรรมใหม่ขึ้นมาชั่วคราว เช่น ระยะห่างในการทานอาหารในภัตตาคาร ที่ลดปริมาณลูกค้าที่รับได้ลง, ในส่วน Application หรือระบบที่อาจจะมาแจ้งให้ทราบว่าอาหารพร้อมทานแล้ว การรอคิวสามารถมานั่งรับประทานที่โต้ะได้แล้ว หรือแม้กระทั่งวัฒนธรรมการทำงานที่มีการพึ่งพาระบบออนไลน์มากขึ้น ทำงานโดยไม่ต้องพบหน้ากันมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ในตอนนี้ถูก Disrupt ฉับพลัน 100% แต่ว่าหลังจากนี้เนี่ย เรื่องราวการ Disrupt นี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไปนะ เพราะว่าไม่สามารถที่จะกลับไปใช้ชีวิตตามวัฒนธรรมเดิมได้ 100% แบบเดิมได้อีกต่อไป ส่วนเรื่องภาคส่วนที่จะเติบโตชัดเจนเลยเนี่ยจะเกี่ยวข้องกับกลุ่ม Ready-to-eat ที่จะมีการสั่งซื้อและนำกลับไปทานที่บ้าน, อาหารแห้งอาหารแช่แข็งอาหารเก็บได้นาน ที่อาจจะเรียกได้ว่า กลุ่มอาหารกักตุนก็ได้ อย่างประเทศอื่นๆที่อาจจะยากจนหน่อยอ่ะนะครับ ในช่วงภาวะวิกฤต เค้าก็จะกักตุนข้าว ในทางกลับกันบ้านเรา มาตุนมาม่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาตุนไข่ มาตุนปลากระป๋อง สิ่งเหล่านี้ก็จะแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม, ความเข้าใจ, กลไกราคา, ความสามารถในการซื้อ (Purchasing Power) และการดำเนินชีวิตของประชากรแต่ละประเทศ

สถานการณ์นี้พิสูจน์เรื่อง Food Safety และ Food Security ได้เป็นอย่างดี หลังจากนี้ไป การปรับตัวเพื่อจะอยู่รอดในอุตสาหกรรมอาหารต่อไปอย่างยั่งยืน ต้องพึ่งพา 2 สิ่งนี้ รวมไปถึง การเพิ่มความหลากหลาย (varieties) และเพิ่มการสร้างความแตกต่าง (differentiation) จะช่วยยกระดับการนำเข้าส่งออกให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทย รวมไปถึง การปรับตัวของเกษตรกร และการผลิต ที่ต้องพัฒนาไปเข้าสู่นโยบาย 4.0 ที่ต้องเร็วมากยิ่งขึ้น ด้วยประชากรเป็นผู้สูงอายุมีมากขึ้น การพึ่งพาแรงงานต่างชาติก็มีมากขึ้น ทำให้เราต้องรีบใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคนให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ความสามารถในการผลิตลดลง

  1. อยากฝากอะไรถึงผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังขับเคลื่อนวงการอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยบ้าง?

อุตสาหกรรมอาหารเป็นเรื่องสำคัญของประเทศและโลก เราอยู่ในหมวดที่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้ประชากรไม่อดอาหาร อาหารเป็นปัจจัยสี่ ดังนั้น “โอกาส” ในอุตสาหกรรมอาหาร ยังไงก็ยังคงแฝงตัวและมีอยู่ตลอด แต่เราก็ต้องดูตามสถานการณ์ว่าในช่วงเวลาใด เราจะสร้างสินค้าที่ไปตอบสนองความต้องการในส่วนไหน นวัตกรรม ความแตกต่าง การยกระดับคุณภาพ โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหลังโควิด คงต้องมีการวิเคราะห์ความต้องการในตลาดใหม่เพื่ออัพเดท  โอกาสที่เห็นได้ชัดคือ อาหารที่เป็นความต้องการพื้นฐาน ที่ซื้อไปแล้วไปปรุงสุกเองได้ที่บ้าน ทำให้คนอยู่รอด ราคาไม่สูงนัก กำลังตอบโจทย์ความต้องการของคนได้ดี เมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง สินค้าที่เป็นนวัตกรรม ก็จะกลับมาผงาดอีกครั้ง เพราะฉะนั้นแต่ละช่วงก็ต้องปรับสินค้าตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้ธุรกิจของคุณอยู่รอด รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามายกระดับ

“ในเวลายากลำบาก ผู้คนก็จะให้ความสำคัญที่สุดกับเรื่อง “ความเพียงพอของอาหาร” ไม่ได้ต้องอะไรที่มากไปกว่าการดำรงชีวิตอยู่ได้ (Food Security)”

ฝากติดตามกิจการคุณวิศิษฐ์ ด้วยนะคะ 💕
www.greatoriental.com

และชาวฟู้ดดดดอย่าลืม !! ติดตามบทความของผู้บริหารคนต่อๆ ไป กดไลค์หรือกดติดตามเพจ Amyinfo-od จะได้ไม่พลาด อัพเดตข่าวสารดีๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารกันนะคะ 😊🤟🏻
_________________________________________________

#Amyinfood #FoodInfluencer #Food #FoodIndustry #Health #HealthandBeauty #guru #อาหาร #อุตสาหกรรมอาหาร #สุขภาพ

You may also like